ศูนย์รวมความรู้ อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล และ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ

 

 

จากข้อจำกัดของ Electrochemical sensorในบทความเรื่องที่แล้วที่ไม่สามารถจะตรวจจับแก๊สพิษที่มีคุณสมบัติระเหยเร็วที่เราเรียกว่า Volatile organic compound (VOCs) ได้ ดังนั้นจำเป็นจะต้องเลือกใช้ Sensor ที่เราเรียกว่า PID ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักและเรียนรู้ sensor ชนิดนี้กันครับ

 

 

แก๊สพิษที่มีคุณสมบัติระเหยเร็วที่เราเรียกว่า Volatile organic compound (VOCs) มีมากมายหลายสิบชนิด หลายสมการเคมี ตัวอย่างที่เรามักจะคุ้นๆดังภาพด้านล่าง

 

 

 

 

ตัวอุปกรณ์ภายใน sensor หลักๆจะประกอบไปด้วย หลอด UVพลังงานสูง มีขั่ว Anode กับขั่ว Cathode มีหลอดchamberในการก่อให้เกิดการ ionization  และมีวงจรตรวจจับและขยายสัญญาณ 

 

 

หลักการของ sensor ชนิดนี้จะอาศัยการยิงแสงUVพลังงานสูง ในที่นี้จะยกตัวอย่างของ MSA ที่จะให้พลังงานที่ 10.6eV  พลังงานค่านี้จะมีผลต่อแก๊สที่ Sensor จะสามารถวิเคราะห์ค่าได้ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละผู้ผลิต พลังงานจากการยิงแสงUVจะถูกยิงเข้าไปในหลอด ionization chamber โดยพลังงานจากหลอดUVจะทำให้โมเลกุลของแก๊สเป้าหมายดูดซับพลังงานจนเกิดความไม่เสถียรของโมเลกุล ทำให้อีเล็กตรอนเกิดการแตกตัว อีเล็กตรอนมีประจุลบจะวิ่งเข้าหาขั่ว Anode โปรตอนมีประจุบวกจะวิ่งเข้าหาขั่ว Cathode วงจรตรวจจับและขยายสัญญาณจะทำการอ่านค่าและเทียบค่าเพื่อรายงานผลออกมาเป็นระดับการแจ้งเตือนต่างๆ

 

จะเห็นได้ว่าข้อดีของ  Sensor แบบ Photoionization detector (PID) คือ สามารถที่จะตรวจวัดแก๊สพิษ (VOCs) ได้หลายสิบชนิดด้วย Sensor ตัวเดียว เพียงแต่ต้องอาศัยการคูณ Cross Factor เนื่องจากหน้าจอจะแสดงเพียงค่าเดียว แต่ก็มีวิธีการปรับตั้งการแสดงผลได้เพื่อความสะดวก เอาไว้จะมาแสดงวิธีการคูณ Cross Factor ภายหลังนะครับ 

 

ถึงแม้ Sensor Photoionization detector (PID) จะเที่ยงตรงและแม่นย่ำ แต่ราคาค่าตัวก็ค่อนข้างสูง 

 

 

ข้อสังเกต

เราจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตจะไม่ใส่ Sensor PID เพียงตัวเดียวโดดๆในเครื่องวัดแก๊ส และส่วนใหญ่จะไม่ใช้ Sensor PID  ในการแจ้งเตือนการติดไฟทั้งที่ VOCs บางตัวสามารถติดไฟได้ ด้วยเหตุผล ดังนี้

ข้อแรก แก๊สติดไฟบางตัวยกตัวอย่าง Methane ตัวโมเลกุลมีค่าพลังงานการยึดตัว 12.61ev สูงกว่าพลังงานของหลอด UVที่ให้พลังงานแค่ 10.6eV (ในที่นี้อ้างอิงหลอด Sensor ของ MSA) ทำให้ไม่สามารถทำให้อีเล็คตรอนแตกตัวได้ จึงต้องไปอาศัย Sensor แบบ IR หรือ แบบวงจรวีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต (Wheatstone bridge circuit) แทน

ข้อที่สอง อันตรายจากค่าความเป็นพิษมากกว่าและมาก่อนการติดไฟ ยกตัวอย่าง Benzene 

              NIOSH กำหนดค่าการรับสารที่เป็นอันตราย STEL ไว้ที่ 1 PPM

              แต่ ค่าการติดไฟของ Benzene 1.2% Vol กลับอยู่ที่ 12,000 PPM

จะเห็นได้ว่ากว่าจะถึงการแจ้งเตือนการติดไฟก็ได้รับอันตรายที่ STEL 1 PPM เสียแล้ว 

 

References

https://us.msasafety.com/Portable-Gas-Detection/c/114?isLanding=true



บทความเกี่ยวเนื่อง

 

Sensor วัดแก๊สพิษแบบ  ELECTROCHEMICAL รู้ไว้ปลอดภัยใช้ถูก

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager/126-sensor-electrochemical

Sensor วัดแก๊สติดไฟ รู้ไว้ปลอดภัยใช้ถูก

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager

หน่วยของการวัดแก๊สติดไฟ % LEL หรือ %Vol (Volume)

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager/122-lel-vol-volume

 

 

 

 

Sensor วัดแก๊สพิษแบบ  ELECTROCHEMICAL รู้ไว้ปลอดภัยใช้ถูก

 

จากบทความที่แล้วเรื่องของ sensor วัดแก๊สติดไฟ ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกถึงชนิดของ Sensor สำหรับวัดแก๊สพิษแบบ  Electrochemical  เพื่อให้ทราบหลักการ รู้ข้อจำกัด และสามารถใช้งานได้เป็นไปอย่างถูกต้อง และปลอดภัย

 

 

 

 

หลักการของ sensor ชนิดนี้จะต้องมีการบรรจุสารละลายเข้าไปในตัว sensor มีส่วนที่เป็นขั่วไฟฟ้า และมีวงจรวัดค่ากระแสไฟฟ้าไหลผ่านจากปฏิกริยาเคมี เมื่อทราบส่วนประกอบแล้วเรามาดูหลักการทำงานของ sensor แบบ Electrochemicalกัน 

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้นจะยกตัวอย่างการทำงานของ sensor ชนิดตรวจวัดแก๊ส  CO (คาร์บอนมอนอกไซด์) เมื่อแก๊สเป้าหมายในที่นี้คือ CO แพร่เข้าสู่ sensorแล้ว ในตัว sensor มีสารละลายที่มีส่วนประกอบของน้ำ H2O อยู่ส่วนหนึ่ง และสารละลายอื่นที่ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมเหมาะที่แก่การแตกตัวของโมลเลกุลของแก๊สที่จะเข้ามาสัมผัสสารละลายตามช่องทางที่ได้ออกแบบไว้ เมื่อแก๊ส CO เข้ามาแล้วสัมพัสกับสารละลายทำให้โมเลกุลของ CO ทำปฏิกริยาเข้ากับ H2O (น้ำ) แล้วไปดึง O (ออกซิเจน)ออกมาจนได้สมการเคมีใหม่คือ CO2  (คาร์บอนไดออกไซด์) แล้วผลัก H2 (ไฮรโดเจน) ให้ล่องลอยออกไป แล้วบังคับให้ไปจับกับ O2 (ออกซิเจน)ให้กลับมาเป็นน้ำในสารละลายอีกรอบ

จากสมการเคมีนำมาสู่การตรวจวัดค่าได้อย่างไร ให้เราลองนึกถึงแบตเตอรี่ดูนะครับหลักการจะคล้ายๆกัน คือ เมื่อเกิดการสูญเสียพันธะในการยึดเหนี่ยวแล้วทำให้อีเล็กตรอนแตกตัวออกมาและวิ่งเข้าหาขั่ว Electrode โปรตรอนวิ่งเข้าหาอีกขั่วหนึ่งที่เป็น Counter Electrode  การวิ่งของอีเล็กตรอนตรงนี่และครับก็จะทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อเอาไปแปลงค่าโดยวงจรอีเล็คโทรนิกส์เพื่อกำหนดค่าในการแจ้งเตือนอันตรายจากแก๊สพิษเป้าหมาย

 

เมื่อเข้าใจหลักการของ sensor แล้วทำให้เรารู้ว่า sensor ชนิดนี้มีอายุที่ไม่ยืนยาวนัก ถึงแม้เราจะปิดตัวเครื่อง sensor ยังทำงานอยู่ตลอดเวลา การมีเครื่องวัดแก๊สแล้วเก็บไว้ไม่ได้ใช้ เพราะกลัวจะเก่าคงไม่มีประโยชน์แน่ สิ่งนี้จะสะท้อนสมรรถนะของเครื่องวัดแก๊สในเรื่องของราคา และการรับประกัน ให้เราเลือกกันตามกำลังและความเหมาะสม

 

 

ข้อดีของ Electrochemical  sensor คือ ราคาไม่สูงบางรุ่นสามารถวัดได้ 2 แก๊สใน 1 Sensor 

 

 

 

 

 

ข้อจำกัด ด้วยหลักการของ Electrochemical สำหรับแก๊สระเหยเร็วพวก VOCs แล้วเป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจวัดได้ทันดังนั้น Sensor แบบนี้จึงไม่สามารถตรวจวัดได้จึงจำเป้นต้องใช้ Sensor อีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า PID sensor  เอาไว้เราจะมาเรียนรู้หลักการของ PID sensor ในครั้งถัดไป 

References

https://us.msasafety.com/Portable-Gas-Detection/c/114?isLanding=true

 

บทความเกี่ยวเนื่อง

หน่วยของการวัดแก๊สติดไฟ % LEL หรือ %Vol (Volume)

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager/122-lel-vol-volume

 

Sensor วัดแก๊สติดไฟ รู้ไว้ปลอดภัยใช้ถูก

 

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager

 

 

หลังจากได้เรียนรู้เรื่องหน่วยของการวัดแก๊สติดไฟกันไปในบทความครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกถึงชนิดของ Sensor สำหรับวัดแก๊สติดไฟ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้อง และปลอดภัย 

 

 

เทคโนโลยีของ Sensor วัดแก๊สติดไฟที่ผู้ผลิตเลือกใช้หลักๆที่พบเห็นบ่อยๆก็จะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่ แบบที่ใช้วงจรไฟฟ้า “ วีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต” (Wheatstone bridge circuit)  และแบบ Sensor ที่ใช้หลอดลำแสง infrared  อาจจะฟังแล้วดูจะลึกล้ำและดูวิชาการไปหน่อย เอาเป็นว่าจะอธิบายให้เห็นภาพและเข้าใจในภาพรวมแล้วกันนะครับ 

 

แบบแรก Sensor วัดแก๊สติดไฟ แบบวงจรวีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต (Wheatstone bridge circuit) 

 

 

หลักการทำงานของ Sensor ชนิดนี้ ให้เรานึกถึงเตาย่าง เตาอบแบบไฟฟ้า ที่เมื่อเปิดเตาแล้วเราจะเห็นขวดลวดแดงๆ หรือเอาแบบใกล้ตัวหน่อยก็คือไม้ตียุง ที่ดูจะเห็นภาพได้ง่ายกว่า หลักการของ Sensor แบบนี้ก็จะคล้ายๆกัน เมื่อยุงบินเข้ากระทบกับขดลวดของไม้ตียุงซึ่งมีกระแสไฟฟ้าอยู่ ตัวยุงจะไปขวางการไหลของกระแสไฟฟ้า เมื่อตัวยุงไม่สามารถต้านทานกระแสไฟฟ้าได้ตัวยุงก็จะเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดออกเป็นชิ้นๆ กลับมาดูใน Sensor ของในเครื่องวัดแก๊สการเผาไหม้แบบเดียวกันจะถูกเปลี่ยนจากตัวยุงมาเป็นเผาแก๊สติดไฟที่ระเหยออกมานั้นเอง จากรูปด้านบนซ้ายแสดงการเผาไหม้ มีเทน (CH4) เพียงแต่หลักการของ Sensor แบบนี้จะซับซ้อนกว่าตรงที่การเผาไหม้ จะเผาให้ไหม้อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องแสดงค่าได้ด้วยเพื่อให้มีการแจ้งเตือนในระบบความปลอดภัยต่างๆ การที่จะอ่านค่าออกมาได้ วงจรไฟฟ้าแบบ วีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต  (Wheatstone bridge circuit)  จึงถูกนำมาใช้ หลักการของวงจรนี้อาจจะดูแล้วปวดหัวไม่มากก็น้อยแต่ประโยชน์ก็มีไม่น้อยทีเดียว หลักการก็คือ ในสภาวะสมดุลผมรวมของกระแสในวงจรจะเป็นศูนย์ ไม่มีการเผาไหม้ เมื่อได้ก็ตามมีแก๊สติดไฟระเหยเข้ามากระทบขดลวดความร้อนแล้ว ก็จะเกิดการเผาไหม้ ถ้าแก๊สที่เข้ามามามีความเข้มข้นมากก็จะเผามาก แก๊สมีความเข้มข้นน้อยก็จะเผาไหม้น้อย การเผาไหม้ต่างกันค่าความต้าทานที่ขดลวดก็ต่างกันด้วย กระแสไฟฟ้าในวงจรก็จะแปรผันตามการเผาไหม้ตรงนี้และครับ ค่ากระแสที่เปลี่ยนแปลงจะเอาไปเทียบค่าและแสดงผลออกมาเป็นตัวเลขให้เราทราบ

จุดเด่นของวงจรไฟฟ้าแบบ วีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต คือต้นทุนไม่สูงใช้งานง่าย แต่ข้อจำกัดคือ การเผาไหม้จะต้องมีออกซิเจน (O2) ที่สำคัญออกซิเจนจะต้องไม่น้อยกว่า 10%  ดังนั้น ถ้าเราไม่ทราบข้อจำกัด หรือชนิดของ sensor ของเครื่องวัดแก๊สของเราแล้ว ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นในการเลือกเราควรเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่มีระบบการแจ้งเตือนกรณี Sensor วัดแก๊สติดไฟไม่สามารถทำงานได้เมื่อ ออกซิเจน (O2) ตำ่กว่า 10% 

ในกรณีงานซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ แก๊สเฉื่อย innert Gas ทำการไล่แก๊สติดไฟออก ก่อนการซ่อมบำรุงทำให้ไม่มีออกซิเจนเหลืออยู่ในระบบ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแก๊สติดไฟหมดแล้วโดยที่ไม่มีออกซิเจนและไม่สูญเสียแก๊สเฉื่อย innert Gas ที่มากเกินไป เนื่องจากแก๊สเฉื่อย innert Gas ก็เป็นต้นทุนอยู่ไม่น้อย  จึงเป็นที่มาของการเลือกใช้ Sensor อีกประเภท

 

แบบที่สอง Sensor วัดแก๊สติดไฟ แบบ Infrared Short Path Operations

 

 

 

จากข้อจำกัดของ Sensor  แบบ วีตสโตน บริดจ์เซอร์กิต นำมาสู่ Sensor วัดแก๊สติดไฟ แบบ Infrared Short Path Operations โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการเผาไหม้และออกซิเจน โดยเทคโนโลยีนี้จะอาศัยหลักการเสปคตรัมของแสง และการดูดซับแสง หลักการทำงานของ Sensor  แบบนี้จะอาศัยแหล่งกำเหนิดแสง Infrared พลังงานสูง ยิงไปยังพื้นที่ตกกระทบ ผ่านไอระเหยของแก๊สที่ถูกส่งเข้ามาในห้อง Chamber ของ Sensor แล้วสะท้อนแสงกลับเข้ามายังตัวแยกและวิเคราะห์แสงเพื่อเทียบกับค่ามาตรฐานและแปลงค่าในการแสดงผลออกมา จุดเด่นของ Sensor แบบนี้เราไม่จำเป็นต้องพึงพาออกซิเจนทำให้เราสามารถใช้ในงานตรวจสอบแก๊สติดไฟแบบมีการใช้ innert Gas ในการซ่อมบำรุงระบบท่อแก๊สต่างๆได้เป็นอย่างดี

 ส่วนจุดด้อยนั้นจะเป็นเรื่องของราคาค่าตัวของ Sensor แบบนี้ที่สูงอยู่พอสมควร และSensor มีขนาดใหญ่ เพราะต้องอาศัยปั๊มขนาดเล็กดูดกลุ่มแก๊สตัวอย่างเข้ามาใน Sensor  เพื่อให้มีความถูกต้องและแม่นยำสูง จากรูปแบบของ Sensor ทั้งสองชนิดนั้น จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเลือกใช้งานให้ถูกต้องเพื่อที่จะลดอันตรายและความเสี่ยงให้กับบุคลากรที่ต้องเสี่ยงกับการทำงานที่มีความอันตราย 

         นอกจาก Sensor วัดแก๊สติดไฟแล้วยังมี Sensor วัดแก๊สพิษ (Toxic Gas) และSensor วัดสารระเหยเร็วพวก VOCs ที่ต้องเข้าใจและเลือกวัดให้ถูก เอาไว้จะทยอยทำบทความออกมานะครับ


References

https://us.msasafety.com/Portable-Gas-Detection/c/114?isLanding=true

 

บทความเกี่ยวเนื่อง

หน่วยของการวัดแก๊สติดไฟ % LEL หรือ %Vol (Volume)

 

http://www.thai-safetywiki.com/detector-imager/122-lel-vol-volume

 

 

สำหรับหน่วยของการวัดแก๊สติดไฟ % LEL หรือ %Vol (Volume) ในอุปกรณ์วัดแก๊สติดไฟ หากเราพิจารณาชนิดของหน่วยของการวัดแล้ว เราก็จะเห็นการรายงานค่าของการวัดแสดงออกมาในรูบแบบของ % LEL  และบางครั้งเราก็อาจจะพบว่าในบางรุ่น โดยเฉพาะในรุ่นสูงๆราคาค่าตัวแพงๆใช้งานยากๆ สามารถที่จะรายงานค่าออกมาเป็นหน่วยสเกล %Vol ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วหน่วยของการวัดแบบ % LEL กับ %Vol  มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมการออกแบบถึงจงใจให้เป็นเช่นนั้น ในครั้งนี้เราคงจะไม่ลงไปอธิบายที่มาที่ไปนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วคงต้องอธิบายกันอีกยาวดูแล้วจะพาลให้น่าเบื่อเอา หากค้นในโลกของอินเทอร์เน็ตแล้วข้อมูลก็จะหลั่งไหลมาไม่น้อยทีเดียว เอาเป็นว่าเรามาดูกันที่ %LEL กับ %Vol กันดีกว่า ที่หาคำอธิบายได้ค่อนข้างยากสักหน่อย  

            เอาละครับเรามาลองสังเกตเครื่องมือวัดแก๊สติดไฟดูนะครับส่วนใหญ่แล้วหน่วยแรกที่จะเห็นก็คือ % LEL แล้ว % LEL คืออะไร เอาแบบสั่นๆเข้าใจง่ายก็คือช่วงที่ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นมาตรฐาน 0-100%  บางครั้งหลายท่านอาจสับสนค่า %LEL กับ %LEL by volume ว่าเอายังไงกันแน่ใช้หน่วยไหนดี คงต้องแยกกันอย่างนี้ก่อนครับ

             1-100% LEL ในเครื่องวัด จะเป็นเสกลในการแจ้งเตือน Low Alarm และ High Alarm

%LEL by volume จะเป็นสัดส่วนของแก๊สที่พร้อมจะเข้าสู่ช่วงของการติดไฟ 

โดยแก๊สติดไฟแต่ละชนิดจะมีช่วงอันตรายของการติดไฟหรือช่วงของการระเบิดต่างกัน พิจารณาตามภาพตัวอย่างของแก๊สมีเทนด้านล่าง

 

จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าค่าของการรั่วไหลของแก๊สมีเทนที่เครื่องวัดตรวจจับและแจ้งเตือนจะอยู่ที่ 10 %LEL โดยการแจ้งเตือนของเครื่องวัดจุดนี้จะแจ้งเตือนแบบ Low Alarm  และจะแจ้งเตือนในแบบที่ถี่ขึ้นและดังขึ้นเมื่อค่าของการรั่วไหลถึง 20%LEL โดยจุดนี้จะแจ้งเตือนแบบ High Alarm แต่ถ้าค่าล่วงเลยผ่านมาถึง 100%LELของเครื่องวัดแล้วจะเข้าสู่ %LEL by volume โดยปริยาย ซึ่งจากภาพตามมาตรฐานการติดไฟของแก๊สแล้ว แก๊สมีเทนจะเริ่มติดไฟและระเบิดที่ 5%by volume  เรียกได้ว่าเมื่อเตือนถึงจุดนี้แล้ว พื้นที่ดังกล่าวจะเข้าสู่การระเบิดหรือติดไฟจริงๆแล้วนะ เมื่อใดก็ตามที่ครบองค์ประกอบของการติดไฟ

เมื่อเข้าใจตรงจุดนี้แล้วก็จะทำให้เราเข้าใจระบบของการวัดและตรวจสอบการรั่วไหลในหน่วยของ %Vol ที่ตรวจวัดการรั่วไหลในปริมาณตามความเป็นจริง ระเบิดจริงไม่มีตัวแจ้งเตือนอะไรเผื่อไว้แล้ว โดยเครื่องวัดแก๊สบางรุ่นสามารถวัดในหน่วยนี้ได้ แต่ต้องอาศัยความชำนาญและระบบความปลอดภัยอย่างสูงในการตรวจวัด เรามาดูรูปด้านล่างที่ wermac.org สื่อสารออกมาได้เข้าใจง่ายทีเดียว

 

เมื่อเข้าใจหลักการของการตรวจวัดของเครื่องวัดแก๊สแล้วเราก็จะตอบข้อสงสัยได้ว่าทำไมการมีเครื่องตรวจวัดแก๊สติดไฟถึงช่วยลดความเสี่ยงและช่วยชีวิตผู้คนรายรอบได้อย่างมากมายในหลายๆเหตุการณ์ และทำให้เราทราบถึงเหตุผลว่าทำไมเครื่องวัดแก๊สจะต้องกำหนดสเกลให้หน่วยเป็น 1-100%LEL  แทนที่จะกำหนดเป็น %LEL by volume ของแก๊สเลย ก็เพราะเรื่องของความปลอดภัยนั้นเองและแก๊สติดไฟก็ไม่ได้มีแค่มีเทนตัวเดียว การเปลี่ยนย่านการวัดทุกๆแก๊สคงจะไม่สนุกและปลอดภัยนัก ดังนั้นการใช้สเกล  1-100% LEL จึงครอบคลุมและปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เราต้องรู้และคำนึงถึงการวัดแก๊สติดไฟของแต่ละชนิด Sensor ที่มีข้อจำกัดโดยต้องเลือกให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย อาทิ

1.    การวัดแก๊สติดไฟ ปรกติแล้วทำไมต้องวัดคู่กับค่าออกซิเจน แล้วถ้างานซ่อมบำรุงที่ต้องไล่แก๊สติดไฟออกด้วยก๊าสเฉื่อย inert gas  ซึ่งจะทำให้ไม่มีออกซิเจนเหลืออยู่ในระบบ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มี Gas ติดไฟเหลืออยู่ก่อนเข้าทำงาน

2.    ถ้าแก๊สติดไฟกลุ่ม VOCs กลุ่มนี้ระเหยไวมากๆ จะวัดอย่างไร เครื่องวัดแก๊สธรรมดาๆวัดไม่ได้ถูกต้องแน่นอน พบว่าหลายส่วนงานมีการใช้ที่ผิด เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อน

สำหรับสองหัวข้อด้านบนจะทยอยทำบทความออกมานะครับ เพราะแต่ะเรื่องก็น่าสนใจสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยมือใหม่ไม่น้อย ข้อมูลส่วนใหญ่ผู้เขียนจะอ้างอิงมาจาก MSA Safety  จากทาง USA ที่ทางผู้เขียนเองได้รับ certified license จาก MSA สำหรับในยี้ห้ออื่นๆก็อาจมีความแตกต่างกันบ้างตามแต่ละผู้ผลิตนะครับ

References

https://us.msasafety.com/Portable-Gas-Detection/c/114?isLanding=true

http://www.safetylifethailand.com/

http://www.wermac.org/safety/safety_what_is_lel_and_uel.html

 

 

Website Implemented by ColorPack Creations Co., Ltd.