ศูนย์รวมความรู้ อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล และ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ

อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ(Respirator)

Surgical Mask  VS  N95 แตกต่างอย่างไร ใช้อย่างไร 

หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) กับหน้ากาก N95 (Respirator)  แตกต่างอย่างไร และใช้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์ของการใช้งานได้ถูกแบ่งแยกเอาไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงสุดถ้าจำแนกความแตกต่างให้เห็นเอาแบบง่ายๆชัดๆ ก็จะแยกในเบื้องต้นได้ ตามหัวข้อด้านล่างนี้ 

โดยสิ่งแรกที่อยากจะให้ทราบก็คือ กลุ่มของมาตรฐานที่เรามักจะใช้เรียก ซึ่งหลายมาตรฐานคงจะคุ้นๆหูอยู่บ้าง อาทิ N95,FFP2, Korea Standard, DS Japan  และอื่นๆอีกมากมาย เอาไว้ค่อยมาอธิบายในเชิงรายละเอียดและความแตกต่างกันอีกที เพื่อให้คุ้นเคยกับคนไทยอย่างเราๆ ในครั้งนี้เราจะเทียบกันในฝั่งของสหรัฐอเมริกากันก่อน โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้ 

มาตรฐานและผู้ให้มาตรฐาน

หน้ากากอนามัย (Surgical Mask)  หน่วยงานที่คอยกำกับดูแล และให้การรับรองจะเป็น FDA แล้ว FDA คือใคร FDA ย่อมาจาก Food and Drug Administration องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยแล้วสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเองก็จะอ้างอิงทาง FDA ในการขอขึ้นทะเบียนสินค้า อย. ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน สำหรับประเทศไทยแล้วปัจจุบันหน้ากากชนิดนี้ก็ต้องได้รับการอนุมัติจาก อย.ของประเทศไทยและถูกจัดว่าเป็นกลุ่มของเครื่องมือแพทย์

หน้ากาก N95 (respirator) หน้ากากกลุ่มนี้เราจะจัดอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ (​respirator) สำหรับบุคลากรทางด้านอุตสาหกรรมก็จะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 และฝุ่นละออง PM 2.5 ของประเทศไทยทำให้เรารู้จักหน้ากากชนิดนี้มากขึ้น (ในที่นี้เราจะไม่พูดถึง N95 ในแบบที่เป็น Surgical mask ซึ่งเป็นแบบพิเศษสำหรับงานพิเศษทางการแพทย์)  เมื่อกล่าวถึงหน้ากาก N95 (respirator) ในฝั่งของสหรัฐอเมริกาแล้วหน่วยงานที่กำกับดูแลและให้มาตราฐาน ได้แก่ NIOSH (The National Institute for Occupational Safety and Health) เป็นหน่วยงานทางสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภายใต้สังกัด CDC (Centers for Disease Control and Prevention Department of Health and Human Services) ซึ่ง CDC คือหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา กลับมาที่หน้าที่ของ NIOSH จะเป็นผู้ให้ข้อกำหนด และกำหนดระดับของมาตรฐานต่างๆขึ้นมา หน้ากาก N95 (respirator) ก็เช่นเดียวกันการที่จะได้การรับรองว่าสอดคล้องว่าเป็นหน้ากาก N95 ก็จะต้องผ่านการทดสอบในหัวข้อ 42 CFR Part 84 ถึงจะได้รหัสการรับรอง TC Code ว่าเป็นหน้ากาก N95 ที่ได้รับการรับรองที่ถูกต้อง

การใช้งานและวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

หน้ากากอนามัย (Surgical Mask)  จะเน้นไปที่การป้องกันของเหลว หยดน้ำ สารคัดหลั่งต่างๆ หรือละอองต่างๆที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 5 ไมครอนขึ้นไปที่จะออกมาจากผู้สวมใส่ โดยหลักๆแล้วจะให้ผู้ส่วมใส่ป้องกันตัวเองไม่ให้ปล่อยอนุภาคดังกล่าวออกไปยังบุคคลอื่น จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะถูกแนะนำให้ใส่  สำหรับในสถานการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เพื่อความปลอดภัยจะเห็นได้ว่าแม้ไม่ใช้ผู้ป่วยก็มีการสวมใส่เพื่อป้องกันตัวเอง    

หน้ากาก N95 (respirator) โดยปรกติแล้วจะเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมใช้ในการลดการรับอนุภาคของละอองฝุ่นในอากาศ หรืออนุภาคอื่นๆ (aerosol) ที่มีขนาดเล็กตั้งแต่ 0.3 ไมครอนขึ้นไป โดยมีข้อจำกัดอยู่ว่าหน้ากาก N95 จะไม่สามารถกรองอนุภาคที่เป็นละอองไอน้ำมันได้ 

การสวมใส่ ความกระชับในการสวมใส่

หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จะเน้นไปที่การสวมใส่ที่สบายไม่เน้นการเข้ารูปที่ต้องกระชับเข้ากับใบหน้า ไม่ต้องทดสอบการรั่วของอากาศบริเวณขอบของหน้ากาก ไม่มีข้อกำหนดหรือขั้นตอนในการสวมใส่  โดยปรกติแล้วจะใช้แล้วทิ้งไม่ใช้ซ้ำ

หน้ากาก N95 (respirator)  จะเน้นการสวมใส่ที่กระชับแน่น  โดยเฉพาะบริเวณขอบของหน้ากาก มีขั้นตอนและวิธีการในการทดสอบเพื่อป้องกันการรั่วของอากาศภายนอกเข้ามาด้านใน การใช้งานสำหรับการกันฝุ่น เมื่อเริ่มอุดตันหรือเริ่มหายใจไม่สะดวกควรเปลี่ยน ในกรณีที่สัมผัสกับของเหลวหรือสารคัดหลังเมื่อใช้เสร็จแล้ว ควรจะทิ้งทันที หากเกิดการชำรุดเสียหายเปลี่ยนทันที

หากพิจารณาถึงคุณสมบัติและข้อแตกต่างของหน้ากากทั้ง 2 แบบแล้ว จะเห็นได้ว่าตัวมาตรฐานเองก็มีความแตกต่างกันชัดเจน หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) มุ่งเน้นไปที่งานการแพทย์ และด้านสุขอนามัย ในขณะที่ หน้ากาก N95 (respirator)  เน้นไปที่งานอุตสาหกรรมเป็นหลักกับงานการเเพทย์ในบางกระบวนงานที่ต้องการความปลอดภัยที่สูงขึ้น โดยคำถามที่มักจะพบบ่อย และเป็นข้อสงสัย คือ ในสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ควรใช้ หน้ากาก N95 (respirator) และควรใช้ในสถานการณ์ใด แต่ทำไมผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปสามารถใช้หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จึงเพียงพอ ในภาวะการที่หน้ากาก N95 (respirator) ขาดแคลน

 จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญและรายงานการวิจัยต่างๆได้ให้ข้อมูลไว้ กรณีของไวรัส Covid-19  ถึงแม้ไวรัสจะมีขนาด 0.125 ไมครอน แต่ตัวของของไวรัสเองจำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการนำพาไวรัสออกมา โดยอาศัยการเกาะไปกับสารคัดหลั่ง หรืออนุภาคอื่นที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 5 ไมครอนขึ้นไป ทำให้หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) สามารถที่จะกันการติดต่อจากสารคัดหลั่ง เช่นน้ำมูก น้ำลายได้ แต่สำหรับในกระบวนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ อาจมีการการใช้เครื่องมือบางชนิด หรือบางกระบวนการทำงาน อาทิ การสอดใส่เครื่องมือต่างๆให้กับผู้ป่วยที่ก่อให้เกิดละอองขนาดเล็ก หรือกระบวนการที่มีแรงดันทำให้เกิดการฝุ้งกระจายของของเหลว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้หน้ากาก N95 (respirator) เป็นอย่างน้อยในการป้องกัน แต่ใช่ว่า N95 (respirator)  จะสามารถใช้ในงานทางการแพทย์ได้ทุกกระบวนงาน บางกระบวนงานเราอาจต้องใช้หน้ากากอีกแบบ ดังนั้นเราอาจจะเคยได้ยิน หรือรู้จักหน้ากากอีกแบบที่เรียกว่า N95 surgical ที่ได้รับการรับรองทั้ง FDAและ NIOSH  หน้ากากแบบนี้คงต้องยกไว้อธิบายในอีกหัวข้อหนึ่งในครั้งถัดไป  

 

บทความเกี่ยวเนื่อง

มาตรฐานหน้ากากกรองอนุภาค

http://www.thai-safetywiki.com/respirator/56-dust-mask-standard

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกหน้ากาก

http://www.thai-safetywiki.com/respirator

แหล่งที่มาของข้อมูล

https://www.cdc.gov/niosh/

http://www.fda.moph.go.th/Pages/HomeP_D2.aspx

 

แนะนำการเลือกหน้ากากกันโรค

ในปัจจุบันมีมลภาวะทางอากาศมากมาย ไม่ว่าจะเกิด จากฝุ่น เชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย และไวรัสต่างๆ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หน้ากากอนามัยและหน้ากากป้องกันฝุ่น เป็นเครื่องมือนึ่งที่ช่วยป้องกันเราจากมลภาวะเหล่านี้ ซึ่งหน้ากากต่างๆก็มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมากมายและหลากหลายชนิด แต่รู้ไหมว่า สภาวะฝุ่นและเชื้อโรคในอากาศแต่ละประเภทมีลักษณะไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงควรต้องมีความรู้ ในการเลือกหน้ากากให้ถูกชนิด เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง


สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกหน้ากาก


1. จุดประสงค์ในการใช้หน้ากาก ---- การใช้หน้ากาก โดยทั่วไปแล้วมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

1.ผู้ที่ไม่ป่วย ใช้สำหรับป้องกันการสูดหายใจเอาละอองมลพิษหรือเชื้อโรคเข้าร่างกาย

ควรเลือกหน้ากากโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมภายนอก เน้นหน้ากากที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสมกับอนุภาคของฝุ่นและเชื้อโรค และความเสี่ยงในสถานที่นั้น

2.ผู้ป่วย ใช้สำหรับป้องกันการแพร่กระจายของละอองเชื้อโรคจากลมหายใจ ไอ หรือจาม ออกภายนอก

เน้นหน้ากากที่ป้องกันการซึมผ่านของเชื้อโรคผ่านการ ไอ จาม ได้ดี ใช้แล้วไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ และราคาไม่ควรแพงมากนัก

 

2. ประเภทของฝุ่นและเชื้อโรคที่จะป้องกัน

  • ฝุ่นทั่วไป หรือฝุ่นหยาบ --- ฝุ่นโดยทั่วไป เป็นฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ ที่เราพอมองเห็นด้วยตาเปล่า อนุภาคมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-10 ไมครอน สามารถกรองได้ด้วยหน้ากาก Surgical Mask ( 3 ชั้น ) หรือถ้าใหญ่เกิน 5 ไมครอน สามารถใช้หน้ากากผ้า หรือหน้ากากกันฝุ่นทั่วไปได้

 

  • ฝุ่นละเอียด หรือ PM2.5 --- เป็นฝุ่นละเอียด ขนาดอนุภาคมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กมากพอที่จะหายใจเข้าไปสู่ปอด และซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือด ไม่สามารถกรองได้ด้วยหน้ากากผ้า หรือหน้ากากกันฝุ่นทั่วไป ต้องใช้หน้ากากที่มีแผนกรองความละเอียดสูง

 

  • ละอองเชื้อโรค ( Droplet ) --- เชื้อโรคออกมากับน้ำมูก น้ำลาย ที่หายใจหรือไอจามออกมา โดยทั่วไป ฝอยละอองจะมีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน และจะฟุ้งในอากาศไม่นาน แพร่ไปไม่ไกลนัก ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ซึงจริงๆแล้วตัวไวรัสเองมีขนาดเล็กมาก แต่เนื่องจากตัวไวรัสเองไม่สามารถลอยไปในอากาศได้เอง จำเป็นต้องเกาะไปกับพาหะ ถึงจะแพร่ไปสู่คนอื่นได้ ซึ่งเมื่อไวรัสรวมกับละอองแล้ว ขนาดอนุภาคจึงมากกว่า 5 ไมครอน ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยแผ่นกรองของหน้ากากอนามัยธรรมดา แต่ต้องมีการปิดที่มิดชิดกันการรั่วไหลของละอองเข้าทางรูของหน้ากาก

 

  • ฝุ่นเชื้อโรคในอากาศ Air-borne transmission --- เชื้อโรคที่แพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน ซึ่ง ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ฝอยละอองที่มีเชื้อนั้นกระจายไปได้ไกลในอากาศ โรคที่ติดต่อกันด้วยวิธีนี้ได้แก่ วัณโรคของระบบทางเดินหายใจ หัด (measles) ไข้อีสุกอีใส แบคที่เรียต่างๆ ไม่สามารถกรองได้ด้วยหน้ากากผ้า หรือหน้ากากกันฝุ่นทั่วไป ต้องใช้หน้ากากที่มีแผนกรองความละเอียดสูงเท่านั่น และเพื่อความปลอดภัย ควรเลือกใช้หน้ากากที่มีประสิทธิภาพการป้องกัน 90% ขึ้นไป เช่น หน้ากาก N95 / FFP2 


3. ความเสี่ยงจากความหนาแน่นของฝุ่นและเชื้อโรคในอากาศ

    • สภาพแวดล้อมนั้นๆ มีความเสี่ยงของการมีการแพร่ของฝุ่นและเชื้อโรคมากน้อยเพียงไร อาทิ หากบริเวณที่ใกล้จุดกำเนิด หรือในบริเวณที่แคบ ความเข้มข้นของฝุ่นและเชื้อโรคในอากาศก็จะมาก การเลือกหน้ากากก็ควรจะเลือกหน้ากากที่มีอัตราการรั่วต่ำ หรือมีค่า Average Protection Factor (APF)* สูง


4. สุขภาพของผู้ใช้

    • โดยทั่วไป หน้ากากที่มีค่า APF สูง จะหายใจได้ค่อนข้างลำบากในกรณีที่ ผู้ใช้มีปัญหาเรื่องการหายใจ อาจไม่สามารถใช้หน้ากากเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้หน้ากากที่มีระบบพัดลม ช่วยในการหายใจ


* Average Protection Factor (APF) คือ ค่าที่ใช้วัดระดับการป้องกันของหน้ากากแต่ละชนิด ตามมาตรฐาน The Occupational Safety and Health Administration (OSHA) ของสหรัฐอเมริกา

 

ตารางแนะนำเลือกใช้หน้ากาก

 

 tag: ไวรัสอู่ฮั่น, ไข้หวัดนก, ไข้หวัดหมู, หน้ากาก N95, โคโรนาไวรัส, ฝุ่น PM2.5

 

แหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.cdc.gov/niosh/npptl/pdfs/UnderstandingDifference3-508.pdf

https://www.cdc.gov/niosh/npptl/RespiratorInfographics.html

 

Website Implemented by ColorPack Creations Co., Ltd.